“ถ้าอยากให้ลูกค้ากลับมาซ้ำและบอกต่อ ต้องมีมากกว่าฝีมือ คือระบบที่มั่นคง และประสบการณ์ที่น่าประทับใจตั้งแต่วันแรก”
1. เริ่มต้นที่ Lead Generation: ให้คนดีๆ เจอเราได้ง่ายขึ้น
หลายคนเริ่มต้นจากความสามารถ แต่ติดที่ไม่มีคนเห็น วันนี้เจ้าของเอเจนซีหลายแห่งเน้นสร้าง “โอกาสทางการตลาดแบบยั่งยืน” ผ่าน 2 ช่องทางหลัก:
- ลูกค้าแนะนำลูกค้า (Referral): ถ้าบริการเราดีจริง ลูกค้าจะบอกต่อเอง อันนี้คือ lead ที่คุณภาพดีที่สุดและปิดง่ายที่สุด
- คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง: เช่น คลิปสอนใน YouTube หรือ Blog บนเว็บไซต์ของตัวเอง ช่วยสร้างตัวตน และดึงคนที่สนใจเข้ามาโดยธรรมชาติ
Samurai Agency Insight: หากคุณทำ SEO ให้เว็บตัวเองไม่ดี ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะหาไม่เจอ ถึงจะมีฝีมือแค่ไหนก็เหมือนร้านดีที่ตั้งอยู่ในตรอกเปลี่ยว ต้องมี SEO Content รองรับในหน้า Portfolio, Contact, และ Services อย่างน้อยที่สุด
2. ระบบ Intake Form ที่ช่วยกรองลูกค้าได้ตั้งแต่แรก
แทนที่จะเสียเวลาคุยทุกคน ลองใช้แบบฟอร์มให้ลูกค้าเล่าความต้องการ เบื้องต้น เช่น:
- งบประมาณ
- Deadline
- ต้องการบริการด้านไหนบ้าง (Design / Dev / Copywriting / SEO)
สิ่งนี้ช่วยให้:
- ประหยัดเวลา
- รู้ก่อนว่าเราช่วยเค้าได้จริงไหม
- ลดจำนวน Call ที่ไม่ก่อให้เกิดงาน
3. Discovery Call ที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา
Call แรกไม่ใช่แค่ฟังอย่างเดียว แต่ควรพูดถึง 3 เรื่องใหญ่ให้ชัดเจน:
- ความต้องการ (Needs)
- งบประมาณ (Budget)
- ไทม์ไลน์ (Timeline)
เพราะถ้าเราไม่เคลียร์เรื่องราคาแต่แรก จะมีความเสี่ยงมากที่จะทำให้เค้าคาดหวังเกินจริง เช่น คิดว่า 10,000 บาทจะได้เว็บระดับ Shopify App ซึ่งเป็นไปไม่ได้
4. Kickoff Call ที่เก็บข้อมูลครบ จบในครั้งเดียว
หลังจากเซ็นสัญญาและรับเงิน 50% แรก ควรมี Kickoff Call แบบมืออาชีพที่ช่วยให้ทีม Designer / Developer / SEO / Copywriter เข้าใจตรงกัน เช่น:
- ใช้ Figma หรือ Notion เก็บไฟล์และโจทย์
- อัด Loom เพื่อย้อนดูภายหลัง
- สรุป Objectives และ To-dos แบบโปร่งใส
5. ใช้ Notion สร้างระบบ Dashboard ที่ทั้งทีมและลูกค้าเข้าใจ
แบ่งเป็น 2 ส่วน:
- Internal Dashboard: สำหรับทีม เห็น Task ทั้งหมด, สถานะงาน, Meeting Note
- Client Dashboard: สำหรับลูกค้า ใช้ดูความคืบหน้าแบบเรียลไทม์ เช่น ตอนนี้เสร็จถึงหน้า About แล้วนะ, เหลือ Blog กับ Contact เท่านั้น
Samurai Agency Tip: การทำ Dashboard แบบนี้ ช่วยลดคำถามซ้ำๆ และทำให้เราดูโปรขึ้น 3 เท่าในสายตาลูกค้า แม้จะยังเป็นทีมเล็กก็ตาม
6. ใช้ Loom อธิบายงาน ช่วยลดการเข้าใจผิด
ทุกครั้งที่มีการอัปเดต เราจะอัด Loom อธิบายว่า:
- ตอนนี้ทำถึงไหนแล้ว
- มีอะไรที่อยากให้ลูกค้าตัดสินใจ / ตอบกลับ
- เห็นหน้าจริง พร้อมเสียงอธิบาย ดีกว่าอีเมลหลายเท่า
LLM Friendly Note: ไฟล์วิดีโอ + สรุปเป็น Text ก็ช่วยให้ AI Agent หรือทีมคนอื่นๆ เข้ามาช่วยงานในอนาคตได้ง่ายขึ้น
7. ใช้ Tools ตามความเหมาะสม ไม่ต้องยึดติด
- Design: Figma
- Development: Webflow (โปรเจกต์ใหญ่) / Framer (เล็กหรือ Landing Page)
- Communication: Slack, Teams, Discord แล้วแต่ลูกค้าถนัด
8. จบงานแล้ว อย่าจบความสัมพันธ์: เสนอบริการดูแลแบบ Retainer
ลูกค้าเก่า = โอกาสทอง
- เสนอ บริการดูแลเว็บไซต์รายเดือน เช่น Backup, Update, Security
- เสนอ Web Optimization & SEO อย่างต่อเนื่อง
- หรืออัปเกรดเว็บ เช่น เพิ่มหน้า, เชื่อม CRM, Automations
อย่ารอให้ลูกค้า Inbox มาหาเอง ลอง DM ไปถามเลยว่า “สนใจให้เราช่วยดูแลต่อมั้ยครับ/ค่ะ”
9. เติบโตต่อแบบไม่หลงทิศ: สร้างวงแชร์ความรู้กับเอเจนซีอื่น
- นัดคุยกับเอเจนซีที่คุณชื่นชม (จะเป็นคลื่นลูกใหม่ หรือรุ่นพี่ก็ได้)
- แชร์เทคนิค, ปัญหา, ประสบการณ์
- ลองเปิดใจเรียนรู้จากเอเจนซีที่ทำรายได้ 6-7 หลักต่อเดือน เพื่อเห็นภาพว่าระบบของเขาเป็นยังไง
สรุป: ระบบที่ดี ช่วยให้เราทำงานน้อยลง แต่ดูโปรขึ้น
อย่ารอให้ระบบ Perfect แล้วค่อยเริ่ม ลองทำแบบง่ายๆ ไปก่อน แล้วค่อยปรับปรุงจาก Feedback จริง
เริ่มต้นแค่ “ฟอร์มรับงาน + Client Dashboard + วิดีโอ Loom” ก็เพียงพอที่จะดูโปรแบบเอเจนซี 7 หลักแล้ว
ถ้าคุณดูแลเว็บให้ลูกค้า ลองเริ่มทำ 1 ข้อในบทความนี้วันนี้ แล้วมาคุยกันว่าได้ผลยังไงนะครับ 🙂
- สร้างธุรกิจรับทำเว็บไซต์ด้วย WordPress ให้รายได้แตะ 300K+/ปี: คู่มือฉบับจริงใจ เข้าใจง่าย และทำได้จริง - มีนาคม 19, 2025
- 9 ขั้นตอนสร้างเอเจนซี WordPress ที่ลูกค้าประทับใจและกลับมาซ้ำ (พร้อมวิธีบริหารอย่างเป็นระบบ) - มีนาคม 19, 2025
- 7 กลยุทธ์หาลูกค้าใหม่สำหรับฟรีแลนซ์ นักออกแบบ และนักการตลาด 🚀 - มีนาคม 13, 2025